Sensetime บริษัท Start Up จีน Ai ที่เปลี่ยนแปลงยุคสมัย

ทุกวันนี้ปัญญาประดิษฐ์ Ai คือเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างรวดเร็ว ในอีกไม่ช้าพวกเราทุกคนก็จะได้ก้าวสู่โลกยุคใหม่และตอนนี้บริษัท Start Up ด้าน Ai ที่ทรงคุณค่าและมีอิทธิพลที่สุดในโลกก็คือบริษัท Start Up สัญชาติจีนที่มีชื่อ SenseTime ซึ่งได้มีการพัฒนาโปรแกรม  Ai สุดเจ๋งที่สามารถตรวจตราทุกสิ่งทุกอย่างได้แบบเรียลไทม์ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่สามารถหลุดรอดจากการตรวจตราของมันได้ มาอ่านเพื่อทำความรู้จักบริษัทอันทรงอิทธิพลนี้ให้มากขึ้น

  • ประเทศจีนและ Ai ที่เหนือกว่าสหรัฐอเมริกา
  • โปรแกรม Ai เชิงพาณิชย์ที่ร่ำรวยที่สุด
  • Ai แห่งความมั่นคงที่สามารถตรวจจับผู้ต้องหาได้มากกว่า 2,000 คน
  • SenseTime จะยังเติบโตได้มากกว่านี้
  • ด้านมืดของเทคโนโลยี จุดจบของความเป็นส่วนตัว

ประเทศจีนและ Ai ที่เหนือกว่าสหรัฐอเมริกา

ในสัปดาห์นี้บริษัท SenseTime ได้รับทุนสมทบถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากบริษัท E-Commerance รายใหญ่ของเอเชีย Alibaba และด้วยเหตุนี้เองทำให้บริษัท SenseTime มีมูลค่ารวมทั้งหมดถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งทำให้กลายเป็น Start Up Ai ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลกและยังคงมีอิทธิพลที่สุดของโลกในแวดวงบริษัทด้าน Ai

ประเทศจีนเป็นประเทศที่สนับสนุนทุ่มทุนอย่างเต็มกำลังไม่ว่าจะเป็นการลงทุนจากทางรัฐบาลหรือการลงทุนของเอกชนก็ต่างทุ่มทุนในการพัฒนาระบบ Ai และเทคโนโลยีของประเทศตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ

ทุกวันนี้ทั่วทั้งโลกต่างจับจ้องถึงการต่อสู้ด้าน Ai ระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่นั้นก็คือประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาว่าประเทศใดกันที่จะก้าวไกลด้านโปรแกรม Ai มากกว่ากัน ถึงแม้ว่า ณ ตอนนี้ประเทศจีนจะสามารถนำหน้าสหรัฐอเมริกามาได้ก้าวหนึ่งแต่ทางผู้เชี่ยวชาญมากมายต่างก็ให้ความเห็นกันว่ามันยังคงเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าประเทศใดก้าวไกลด้าน Ai มากกว่ากันเพียงความสำเร็จของระบบ Ai เพียงระบบเดียวที่ประสบความสำเร็จ

โปรแกรม Ai เชิงพาณิชย์ที่ร่ำรวยที่สุด

SenseTime มีโปรแกรม Ai เชิงพาณิชย์ที่ร่ำรวยที่สุด มันสามารถนำมาใช้ตรวจตราแบบเรียลไทม์ได้และสามารถจดจำระบบใบหน้าของบุคคลต่างๆได้และสามารถสืบหาตัวบุคคลได้เป็นอย่างง่ายดาย Sensetime มีลูกค้าและหุ้นส่วนบริษัทมากกว่า 400 คน และการขายระบบโปรแกรม Ai นี่นั้นสามารถนำไปช่วยให้บริการบริษัทต่างๆได้ดังนี้

  • แอปพลิเคชันกล้องถ่ายรูปของ สมาร์ทโฟนอย่าง OPPO และ Vivo สามารถนำระบบ Ai นี่มาสร้างเอฟเฟ็คถ่ายรูปให้สวยงามได้มากขึ้น
  • โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Weibo นำระบบ Ai นี่มาใช้กับ AR ฟิลเตอร์
  • แอปพลิเคชันของบริษัทค้าปลีกออนไลน์อย่าง Huanbei และ Rong360 ได้นำระบบ Ai นี่มาช่วยใช้สำหรับการตรวจสอบตัวตนสำหรับการใช้จ่ายเงินภายในประเทศ

Ai แห่งความมั่นคงที่สามารถตรวจจับผู้ต้องหาได้มากกว่า 2,000 คน

สิ่งที่โดดเด่นที่สุด SenseTime ในการนำระบบ Ai ที่สามารถตรวจตราแบบเรียลไทม์มาใช้ได้นั้นก็คือ มันกลายเป็นเครื่องมือช่วยผดุงความยุติธรรมและการสร้างความมั่นคงสำหรับเหล่าทางการตำรวจของประเทศจีน โดยระบบ Ai นี่สามารถจดจำใบหน้าและติดตามใบหน้านั้นใดว่าปรากฏอยู่ที่แห่งใดบ้างที่มีกล้องตรวจจับ ทางบริษัทได้ทำการยกตัวอย่างโดยได้นำโปรแกรม  Ai นี่มาใช้ ณ เมือง Guangzhou ที่มีประชากรมากกว่า 25 ล้านคนและใช้ระบบตรวจสอบใบหน้าของบุคคลและดึงภาพวงจรปิดที่เห็นมาเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอาชญากรรมทำให้ ระบบ Ai ตัวนี้สามารถตรวจจับผู้ต้องสงสัยมากกว่า 2,000 คนและสามารถปิดคดีได้มากกว่า 100 คดีเลยทีเดียว

SenseTime จะยังเติบโตได้มากกว่านี้อีก

นายจัสติน หนิว (Justin Niu) หุ้นส่วนของบริษัท IDG และผู้ร่วมลงทุนเริ่มต้นของ SenseTime ได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน The Financial Times ในเดือนมกราคมว่า

“ SenseTime และคู่แข่งนั้นจะสามารถเติบโตได้รวดเร็วเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับทุกๆที่ในโลกประเทศจีนเป็นประเทศที่วิดิโอวงจรปิดนั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อทางรัฐบาลจีนอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้รัฐบาลผู้คุมกองทุนขนาดใหญ่จะให้ทุนสนับสนุนในการที่พัฒนาระบบ Ai นี่เพื่อมาจัดการระเบียบทางสังคม.”

อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg ณ ตอนนี้เอง SenseTime ก็กำลังพัฒนารหัสโปรแกรมใหม่ที่มีชื่อรหัสว่า Viper ซึ่งจะสามารถทำการดึงข้อมูลจากกล้องวงจรปิดที่จับภาพสดๆมาได้จากทุกหนแห่งและมันจะสามารถสิ่งที่น่ากลัวก็คือประเทศจีนไม่ใช่ประเทศเดียวในโลกที่สนใจในการพัฒนา Ai และยังมีบริษัทอื่นๆอีกมากมายทั่วโลกที่กำลังพัฒนาระบบ Ai ที่คล้ายๆกับระบบของ SenseTime อยู่ในทุกวันนี้ สิ่งที่่น่ากลัวอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจาก SenseTime แต่ก็ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า บริษัทอื่นจะไม่นำ Ai ประเภทนี้มาใช้ในทางที่ผิด  ถึงแม้ว่าตอนนี้ SenseTime จะยังเป็นผู้นำของเทคโนโลยี Ai อยู่แต่ทว่าจากมูลค่าของบริษัทและการลงทุนมหาศาลในด้านพัฒนา Ai  นำไปใช้โดยทางการตำรวจในการใช้ตามติดอุบัติเหตุและผู้ต้องสงสัยในคดีต่างๆได้อย่างดียิ่งขึ้น

ด้านมืดของเทคโนโลยี จุดจบของความเป็นส่วนตัว

ระบบ Ai ของ SenseTime นั้นเป็น Ai สุดเจ๋งทีส่ามารถทำได้หลากหลายอย่างและสิ่งที่สำคัญที่สุดมันสามารถนำไปใช้ได้ในด้านดีๆอีกเยอะ แต่กระนั้นในอีกมุมหนึ่งของ Ai สุดเจ๋งนี่นั้นก็คือ มันเป็นภัยอันตรายต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการพูดในประเทศจีนเป็นอย่างมาก  ถึงแม้ว่าจะยังไม่นำมาใช้งานอย่างเต็มที่ แต่ในทุกวันนี้ประเทศจีนก็ได้ใช้เทคโนโลยีที่คล้ายกับ Ai ของ SenseTime ในการตรวจตราตามติดชีวิตประชาชนแล้วแถมยังได้นำมันไปใช้ในการจู่โจมต่อต้านผู้ที่เห็นต่างในการเมืองภายในประเทศอีกด้วย

การมาถึงของ SenseTime สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีที่ก้าวไกลได้แต่ในขณะเดียวกันมันก็จะกลายเป็นจุดจบของความเป็นส่วนตัวและสิทธิเสรีภาพในการพูดได้ ถึงแม้ว่า ผู้ร่วมก่อตั้ง SenseTime นาย ชี ลี (Xu Li) ได้กล่าวกับ Bloomberg ว่า

“เทคโนโลยีของบริษัทนี้จะไม่กระทบต่อความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นแต่อย่างใดเพราะว่ามันจะสามารถใช้งานได้ผ่านเฉพาะผู้ที่ได้รับอำนาจในการเข้าถึงมันเท่านั้น.”

หลังจากนี้จะทำให้มีการลงทุนการสร้างระบบ Ai แผ่ขยายไปมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่แน่ในอนาคต SenseTime อาจจะโดนโค่นตำแหน่งผู้นำบริษัท Ai ลงและถูกแทนที่ด้วยระบบใหม่ที่สุดยอดยิ่งกว่าก็เป็นได้ในอนาคตหรือมันอาจจะมีระบบ Ai ที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดและกลายเป็นด้านมืดของเทคโนโลยีที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมนุษย์ก็เป็นได้ในอนาคต

 

ที่มา: theverge.com